~~All I Want is "YOU"~~ #5

posted on 05 Jul 2008 18:28 by pearlie  in NatTol

 

Chapter 5



แสงสลัวๆ จากดวงๆไฟในห้องโถงใหญ่ที่เปิดทิ้งไว้เพียงหนึ่งดวง ส่องให้เห็นเงาลางๆ ของชายสูงวัยคนหนึ่งที่กำลังนั่งจับเจ่าอยู่บนโซฟาสุดหรูราคาแพงลิบในห้องโถงนั้นแต่เพียงลำพัง มือซ้ายของเขาถือแก้วใสบรรจุน้ำสีอำพัน ที่กำลังแกว่งวนไปมาตามแรงเหวี่ยงของมือ ริ้วรอยยับย่นข้างดวงตาบ่งบอกให้เห็นว่าเขาได้ใช้เวลาอยู่บนโลกใบนี้มานานพอสมควรแล้ว ดวงตาหม่นเศร้าจ้องมองไปที่รูปถ่ายในกรอบหรูที่วางอยู่บนตู้เครื่องถ้วยลายครามโบราณ บุคคลในรูปทั้งสี่คนนั้นกำลังส่งยิ้มมาให้เขา น้ำใสอุ่นเริ่มไหลรินออกมาจากดวงตาหม่นหมองคู่นั้น

ทำไมนะ....ชาติที่แล้วเขาไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ทำไมชาตินี้ครอบครัวของเขาถึงต้องได้มาพานพบกับการพลัดพรากอันโหดร้ายถึงสองครั้งสองคราด้วยกัน มือสั่นเทาเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์เอื้อมไปหยิบกรอบรูปนั้นกอดไว้แนบอก น้ำอุ่นๆ ที่ไหลจากดวงตาแดงก่ำของเขาหยดลงไปบนกรอบรูปสวยหรูไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นเล็ดรอดออกมาจากร่างที่กำลังสั่นเทิ้ม คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อเลี้ยงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในจังหวัดนี้ วันนี้เป็นวันที่เขารู้สึกว่าตัวเองกลับกลายเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในโลก



“พิม ........นี่ผมทำผิดอีกแล้วใช่ไหม ที่ผมทำกับลูกอย่างนี้มันผิดใช่ไหม ....ฮึก.... ผมก็แค่รักลูก ผมไม่อยากทำผิดซ้ำสองอีก ผมไม่อยากให้มันเกิดขึ้นกับลูกของเราอีก ...ฮึก.... ผมผิดมากใช่ไหม”


ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ตีวนกลับขึ้นมาในหัวของเขาอีกครั้งเหมือนหนังเศร้าเรื่องเก่าที่ฉายวนซ้ำไปซ้ำมา



“ทำไมคุณไม่อยู่กับผม ทำไมคุณต้องจากผมไปด้วย พิม.........ฮึก... ผมคิดถึงคุณ นนท์......พ่อคิดถึงลูกเหลือเกิน”





เหตุการณ์เลวร้ายเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เขายังจำมันได้ติดตา
....
....
...
...
...
...



“นี่ .....เจ้านนท์ วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับหนังสือ ไม่เบื่อบ้างรึไงลูก ฮึ”


ภาพเด็กหนุ่มอายุ 17 ปี ใส่แว่นตาหนาเตอะ ที่กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือที่กองสุมเป็นตั้งอยู่ตรงหน้า ทำให้ผู้เป็นพ่อที่ตั้งคำถามอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ก็ลูกชายของเขาคนนี้ รูปร่างหน้าตาช่างเหมือนกับเขาตอนเด็กๆ เปี๊ยบ เรียกว่าแทบจะถอดพิมพ์กันมาเลยก็ว่าได้


‘นนท์’ ลูกชายคนโตหัวแก้วหัวแหวนของเขา เป็นเด็กเรียนเก่ง ขยัน ตั้งใจเรียนหนังสือมาก แทบทุกวันหลังจากเลิกเรียนก็เอาแต่จมอยู่กับกองหนังสือ กองการบ้านต่างๆ นานา นนท์ไม่ค่อยชอบออกไปไหน ไม่ชอบเล่นกีฬา ไม่ค่อยไปเที่ยวสุงสิงกับเพื่อน จนบางครั้งผู้เป็นพ่อก็อดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวว่าลูกจะเครียดกับการเรียนเกินไป เขาเลยต้องบังคับให้นนท์ออกไปเล่นกีฬาบ้าง ไปหัดขี่ม้า หรือพาไปเที่ยวข้างนอกบ้างถ้ามีโอกาส แต่ช่วงนี้รู้สึกว่านนท์กำลังเครียดกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาก

ลูกเขาอยากเป็นหมอ อยากช่วยเหลือคนป่วยที่ยากไร้ไม่มีเงินรักษา อยากเรียนแพทย์เพื่อจบออกมาเป็นหมออาสาตามชนบทที่ห่างไกล ซึ่งความคิดนี้ตัวเขาเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย มันน่าปลื้มใจนักที่ลูกชายสุดรักของเขาจะรักดีแบบนี้ และไม่เคยทำให้เขาผิดหวังหรือเสียใจเลยซักครั้ง

ไม่เหมือนกับเจ้าคนเล็ก ‘เจ้านัท’ ที่เพิ่งจะอายุครบ 12 ปีไปหยกๆ นู่น.........เลิกเรียนมาก็ไปเล่นน้ำคลองกับพรรคพวกเด็กแสบแถวบ้านนู่น เถลไถลได้ทุกวัน ต้องให้พี่เลี้ยงไปตามกลับมากินข้าวเย็นด้วยสภาพมอมแมมแทบจะทุกวัน แต่เขาก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรกับเจ้าลูกชายคนเล็กนี้นัก เพราะยังเด็กอยู่มาก ส่วนลูกชายคนโตของเขาก็เอาแต่ขลุกอยู่กับตำราเรียนจนเขาเริ่มชักจะเป็นห่วง




“อ่านหนังสือติดต่อกันทั้งวันแบบนี้ ระวังสุขภาพจะแย่เอานะลูก พ่อว่าลูกน่าจะออกไปเดินเล่นข้างนอก พักสายตาซักหน่อยก็น่าจะดีนะ”

พ่อเลี้ยงเอ่ยกับนนท์เมื่อเห็นว่าเขายังไม่เงยหน้าขึ้นมาจากกองหนังสือหลังจากผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว



“อืม.... แต่ลูกยังอ่านไม่จบเลย”



“นี่ วันนี้ในเมืองเค้ามีงานประจำปีของจังหวัดนะ เห็นว่าจัดซะใหญ่เชียว พ่อว่าลูกน่าจะออกไปเที่ยวเล่นซักหน่อย เปิดหูเปิดตาบ้างก็น่าจะดีนะลูก”


“แต่ลูกไม่ค่อยอยากไปเท่าไหร่นี่ครับ” นนท์พูดกับพ่อโดยที่ยังไม่ละสายตาจากหนังสือ


“เอาน่า......ชวนเพื่อนๆ ลูกไปด้วยสิ เอารถที่บ้านเราไป เดี๋ยวพ่อให้พวกไ อ้กันกับไ อ้สิงห์มันไปด้วย ออกไปเดินเล่นซักหน่อยเถอะลูก พ่อเป็นห่วง กลัวลูกสมองบวม” นนท์เงยหน้าขึ้นมาหัวเราะให้พ่อเขาเบาๆ



“อืม....... งั้นก็ได้ครับ งั้นเดี๋ยวลูกไปโทรตามเพื่อนก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวจะรีบอาบน้ำแต่งตัว”



“ดีมากลูกพ่อ” พ่อเลี้ยงยิ้มให้กับร่างสูงที่ลุกขึ้นบิดขี้เกียจแล้วเดินขึ้นบันไดขึ้นไปชั้นบนของบ้าน



แต่ใครจะไปรู้ว่านั่นจะเป็นบทสนทนาสุดท้ายที่เขาจะได้พูดกับลูกชายสุดที่รักยิ่งของเขา เพราะในคืนนั้นเอง ที่นนท์กับเพื่อนอีก 2 คนได้ออกไปเที่ยวในตัวเมืองกับลูกน้องของพ่อเขาอีก 2 คนที่สั่งให้ไปตามดูแล ปรากฏว่าเพื่อนของนนท์คนหนึ่ง เกิดไปเดินชนกับพวกอันธพาลในงานเข้า ซึ่งพวกเขาก็ได้ขอโทษแล้วแต่พวกมันก็ยังไม่ยอม เลยมีเรื่องกันขึ้น ลูกน้องของพ่อเลี้ยงที่ตามไปด้วยเลยชักปืนขึ้นมาขู่ แต่พวกนั้นกลับยิงสวนทันที เลยเกิดการดวลปืนกันขึ้น ทำให้นนท์ได้รับลูกหลงเข้าที่บริเวณท้อง ลูกน้องของพ่อเลี้ยงกับเพื่อนๆ จึงรีบพาเขาไปโรงพยาบาล แต่ก็สายไปเสียแล้ว นนท์สิ้นใจก่อนที่เขาจะได้เจอหน้าพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย



เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้นทำให้พ่อเลี้ยงและภรรยาโศกเศร้าเสียใจเป็นอันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวพ่อเลี้ยงเองที่ได้แต่พร่ำเพ้อพูดกับตัวเองเหมือนคนไม่มีสติว่า เพราะตัวเขาเองที่ส่งลูกให้ไปตาย ถ้าวันนั้นเขาไม่บังคับให้ลูกออกไปข้างนอก นนท์ก็คงไม่ต้องมาตายแบบนี้และความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นเพราะต้นเหตุคือตัวเขาเอง เขาได้แต่พร่ำเพ้อโทษตัวเองจนมีอาการทางประสาท ภรรยาของเขาจึงส่งตัวเขาไปรักษาที่โรงพยาบาลเป็นเวลาเกือบๆ 3 เดือน ซึ่งเมื่อเขาออกมาจากโรงพยาบาล ก็ต้องมาพบกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้ง เพราะภรรยาของเขาได้เสียชีวิตลงแล้วเนื่องจากตรอมใจตายก่อนหน้าที่เขาจะออกจากโรงพยาบาลไม่นาน


จากนั้นมา ชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาจึงมีแค่ตัวเขากับลูกชายคนเล็กที่เหลืออยู่เท่านั้น เขาจะไม่มีวันให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาอีกเป็นอันขาด พ่อเลี้ยงจึงให้นัท ที่กำลังจะเรียนจบชั้น ป.6 ลาออกจากโรงเรียน แล้วมาอยู่ที่บ้าน ให้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในบริเวณรั้วบ้านเท่านั้น แล้วจ้างคุณครูมาสอนหนังสือ, สอนเปียโน, สอนขี่ม้าที่บ้าน
ส่วนตัวเขาเองก็ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับงาน นั่นคือธุรกิจไร่องุ่นแดง และโรงบ่มไวน์องุ่นของเขา พ่อเลี้ยงก้มหน้าก้มตาทำแต่งานๆๆๆๆ เพื่อให้ชีวิตไม่มีเวลาว่างที่จะคิดถึงเรื่องราวในอดีตอันโหดร้ายนั้น

ตัวนัทเองก็ไม่กล้าขัดใจพ่อ เพราะเขาเองก็รักพ่อมากเช่นกัน ทั้งแม่และพี่ชายที่เขารักมาจากเขาไปพร้อมกันทั้งสองคนอย่างนี้ ชีวิตของเขาก็เหลือแต่พ่อเพียงคนเดียวเท่านั้น เขาจึงยอมออกจากโรงเรียนมาอยู่ที่บ้าน ถึงแม้ตอนแรกๆ เขาจะอึดอัดใจที่ไม่ได้ออกไปเล่นซนนอกบ้าน แต่พอนานๆ ไปก็เริ่มชิน อาณาเขตรั้วบ้านของเขาก็ใช่ว่าจะเล็กๆซะเมื่อไหร่ เฉพาะแค่ตัวบ้านกับบริเวณรอบๆ บ้านที่มีทั้งสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามหญ้ากว้าง ก็ปาเข้าไปเกือบสิบไร่แล้ว ข้างหลังบ้านของเขายังเชื่อมกับไร่องุ่นหลายสิบไร่ของพ่อเขา และถัดออกไปก็เป็นสนามฝึกขี่ม้าที่เขาชอบไปขลุกอยู่ที่นั่นบ่อยๆ

แต่ก็ยังคงดูเหมือนเป็นเรื่องที่โหดร้ายสำหรับตัวเขาที่โดนกักบริเวณไม่ให้ออกไปพบเจอโลกภายนอกแบบนี้ จริงๆ แล้วพ่อเลี้ยงเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยพานัทออกไปไหนเลย ช่วงแรกๆ ที่พ่อเลี้ยงให้นัทออกจากโรงเรียนมาอยู่ที่บ้าน เขาเองก็รู้สึกสงสารลูกไม่น้อย เลยมักจะพานัทเข้าไปในเมืองพร้อมเขาทุกวันอาทิตย์ พาไปซื้อของที่อยากได้ พาไปกินอาหารอร่อยๆ พาไปเดินเล่นตลาด แต่ว่าตัวนัทกลับไม่ชอบเพราะว่าไม่ว่าเขาจะเดินไปทางไหน ลูกสมุนของพ่อเขาเกือบสิบคนจะต้องรายล้อมหน้าล้อมหลังเขาเต็มไปหมด ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวประหลาด เดินไปทางไหนก็มีแต่คนมอง พอครั้งหลังๆ นานๆ ทีเขาถึงจะเข้าเมืองกับพ่อซักทีหนึ่ง



จนกระทั่ง 3 ปีถัดมาจากนั้น วันที่เขาได้เจอเด็กจรจัดหัวขโมยตาโต ชีวิตของเขาก็ได้เปลี่ยนไป
...
...
..



...................... ช่วงเวลาแห่งความโหดร้ายก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวผ่านไปอย่างช้าๆ ..................










แสงอาทิตย์รับอรุณของวันใหม่แยงเข้ามาตามรอยแหวกของผ้าม่าน ร่างบางที่นอนขดตัวอยู่กับพื้นข้างๆ เตียงเริ่มขยับตัวเบาๆ นี่มัน...เช้าแล้วหรือนี่ แล้วนี่เขาเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน โอ๊ยยย..............ทำไม่ปวดหัวอย่างนี้ สมองของนัทเริ่มประมวลผลทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ‘มันเป็นแค่ฝันร้ายใช่ไม๊???’ เขาเริ่มกวาดตามองไปรอบๆ ตัว ก้มดูชุดที่ตัวเองใส่ นี่มันไม่ใช่ชุดนอนนี่ นี่มันชุดที่ใส่ไปเที่ยวงานวัดกับต้อลเมื่อคืนนี้นี่นา .....................ต้อล....?..?...?................... ไม่นะ

นี่มันไม่ใช่ความฝันสินะ


นัทเอามือยันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน เขาเดินออกไปที่ระเบียง เห็นพวกไ อ้ลูกน้องของพ่อเฝ้าอยู่ข้างล่าง 3-4 คน นี่คงมาเฝ้าเขากะไม่ให้เขาหนีล่ะสิ นัทเดินอ้อมเตียงไปที่ประตูห้องนอน ลองบิดลูกบิดประตู นั่นไงล่ะ..... มันล็อคจากข้างนอก นี่มันคือเรื่องจริงสินะ



‘แล้ว ........ ต้อล.............ล่ะ’ คิดได้แค่นั้น น้ำตาที่เหือดแห้งไปตั้งแต่ตอนที่เขาเผลอหลับไปเมื่อตอนใกล้สว่าง มันกลับมาเอ่อท้นที่ขอบตาอีกแล้ว ตอนนี้ต้อลอยู่ที่ไหน ป่านนี้ต้อลจะเป็นยังไง ดูจากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้เขาก็แทบจะไม่กล้าคิดว่าต้อลจะโดนอะไรบ้าง

เพราะเขาเองที่เป็นคนทำให้ต้อลต้องเดือนร้อนแบบนี้ เพราะเขาเอง น้ำตาอุ่นๆ ไหลลงมาอาบแก้มขาวนวลนั้นอีกครั้ง ตาที่บวมอยู่แล้วจากการร้องไห้อย่างหนักเมื่อคืนก็เริ่มรู้สึกแสบร้อนไปหมด แขนขาของเขาไม่มีแรงที่จะขยับไปไหนอีกแล้ว



“ต้อล........... นัทขอโทษ” ร่างบางที่กำลังเริ่มสะอื้นพึมพำกับตัวเองเบาๆ นัททิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างคนหมดสิ้นแล้วซึ่งทุกอย่าง


“นัทจะอยู่ยังไง ถ้าไม่มีต้อล .....จะให้นัทอยู่ต่อไปได้ยังไง” เสียงพูดจากร่างบางปนเสียงสะอึกสะอื้น


ชีวิตของนัทตั้งแต่ที่ถูกกักให้อยู่แต่ในบ้านมันก็แทบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว


....ต้อลเป็นคนเดียวที่เข้ามาเปลี่ยนโลกทั้งใบของนัทให้มีความหมาย

....ต้อลทำให้นัทรู้ว่าวันพรุ่งนี้นัทจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเจอกับอะไร

....ต้อล ทำให้ท้องฟ้าสีหม่นที่นัทมองเห็นกลับสดใสกว่าที่เคย

....ต้อลทำให้สวนองุ่นและสนามม้าน่าวิ่งเล่นกว่าทุกวัน

....ต้อลเป็นคนแรกที่กล้าพานัทหนีออกมาเล่นนอกบ้าน

....4 ปีที่ผ่านมาที่ต้อลเข้ามาในชีวิตของนัท ไม่เคยมีเลยซักวันที่เราจะไม่เห็นหน้ากัน

....ทุกครั้งที่นัทเรียนกับคุณครูเสร็จ ต้อลก็จะมารอที่หน้าบ้าน เพื่อจะพานัทไปขี่ม้า

....ทุกครั้งที่นัทออกไปข้างนอกกับพ่อ ก็จะเห็นต้อลยืนทำหน้าจ๋อยมาแอบมองอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน

....และทุกครั้งที่นัทกลับมาก็จะเห็นต้อลยิ้มปากกว้างเหมือนกบยืนรออยู่แถวๆ ที่เดิม

.....ทุกครั้งที่เราพากันหนีเที่ยว ต้อลก็คอยบ่นๆๆๆๆๆ แต่ก็ไม่เคยขัดใจนัทเลยซักครั้ง

....ทุกครั้งที่นัทเล่นเปียโน ต้อลก็จะมานั่งทำตาพริ้มฟังนัทเล่น แล้วก็ต้องชมว่านัทเล่นเพราะเหมือนเดิมทุกที

....ทุกครั้งที่นัทเหงา เศร้า หรือเสียใจ ต้อลจะเป็นคนแรกที่มอบอ้อมกอดอันอบอุ่นให้นัทเสมอ

....เสียงปลอบโยนของต้อลนั้นเพราะเหลือเกิน เพราะว่าเพลงใดๆที่นัทเคยได้ยินมา

.....กอดแรก จูบแรก ของนัท ก็คือต้อล


.....รักแรกของนัท ก็คือ ‘ต้อล’



“แล้วจะให้นัทอยู่ต่อไปยังไง ...ฮึก.... ต้อลอยู่ไหน ......ฮึก..... ต้อลจ๋า” น้ำตาจากดวงตาเรียวรียังคงไหลรินไม่ขาดสาย

ร่างบอบบางนอนสะอึกสะอื้นคว่ำหน้ากับเตียง จมกองน้ำตาอยู่อย่างนั้น เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ จนกระทั่งมีคนไขประตูเข้ามา


แม่คนใช้ตัวผอมแบกถาดใส่ชามข้าวต้มและแก้วใส่นม เดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับสมุนหน้าโหดที่เดินประกบหลังเข้ามา นัยว่ากลัวนัทจะหนี


“คุณหนูคะ รินเอาข้าวต้มมาให้ค่ะ คุณหนูทานซักหน่อยนะคะ” นัทยังคงนอนคว่ำหน้านิ่ง ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ


“คุณหนูคะ ทานซักนิดเถอะค่ะ นี่คุณหนูไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะคะ” แม่คนใช้คะยั้นคะยอ


“เราไม่หิว ออกไป” นัทพูดเบาๆ


“แต่คุณหนูต้องทานนะคะ ไม่งั้นรินโดนว่าแน่ค่ะ” แม่คนนี้ยังคงคะยั้นคะยอต่อไป


“เราบอกว่าไม่หิวไง” นัทเริ่มเสียงดังขึ้น อย่านะ อย่าให้ต้องพูดอีกครั้งนะ


“แต่พ่อเลี้ยงบอกว่า....”


“ชั้นบอกให้พวกแกออกไปไง!!! ออกไป๊!!!!” ร่างบางวี๊ดเสียงใส่พร้อมทั้งลุกขึ้นมาใช้มือปัดถาดอาหารตกกระจาย


แม่คนใช้ร่างผอมถึงกับผงะหงายหลังด้วยความตกใจ แต่ยังยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน นัทที่ตอนนี้อารมณ์โกรธพุ่งถึงขีดสุด คว้าหมอน แก้ว แจกัน อะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้มือที่สุด เขวี้ยงใส่คนพวกนั้นทันที ยัยคนใช้กับสมุนหน้าโหดนั้นรีบพุ่งออกจากห้องไปแทบไม่ทัน นาฬิกาปลุก หนังสือ ขวดน้ำ ยังคงตามเขวี้ยงกระหน่ำไม่ยั้งใส่ประตูห้องนอนที่รีบปิดอย่างรวดเร็ว


“ออกไปนะ ไอ้พวกบ้า ฮือ.....................” นัทหอบจนตัวโยนจนหมดแรงนั่งลงกับพื้น ซบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสอง พลางสะอึกสะอื้นไม่หยุด



“ต้อล.......ฮือ............ต้อลอยู่ไหน...........ช่วยนัทด้วย............ฮืออออ......”




“เกิดอะไรขึ้นคะ นี่มันอะไรกันคะคุณหนู” เสียงแม่นมตัวอ้วนที่คุ้นเคยดังขึ้น ร่างอวบพาตัวเองไขประตูเข้ามาในห้องนอนที่ตอนนี้กระจัดกระจายด้วยฝีมือการอาละวาดของคุณหนูนัทของเธอ


“นม ช่วยเราด้วย ฮือ..............” ร่างบางเงยหน้าขึ้นมามองแม่นมของตัวเองที่เลี้ยงนัทมาตั้งแต่เล็กๆ แต่นัทก็รู้ว่ายังไงก็ไม่มีใครในบ้านนี้กล้าขัดคำสั่งพ่อเขา


“เค้าอยู่ที่ไหน.....นม บอกเราได้ไม๊ เค้าอยู่ไหน” นัทเขย่าแขนอวบอ้วนของแม่นม ใบหน้าสวยที่เปรอะไปด้วยน้ำตากำลังวิงวอนแม่นมของเขา เขาแค่อยากรู้ว่าต้อลยังปลอดภัยอยู่ แค่นั้นจริงๆ


“เอ่อ.........คือ ......” แม่นมตะกุกตะกัก ทำให้นัทรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว


“เค้าเป็นยังไงบ้างนม นมรู้ใช่ไม๊ บอกเรามาสิ!!!!” ร่างบางเพิ่มแรงเขย่าแขนแม่นมเข้าไปอีกจนร่างนุ่มนิ่มด้วยไขมันนั้นกระเพื่อมไปด้วย


“คือ.............นายต้อล เค้าไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วค่ะ”


“อะไรนะ นี่นมหมายความว่ายังไง” นัทเสียงสั่น ขอร้องเถอะ พระเจ้า.......อย่าให้เป็นอย่างที่เค้าคิดเลย


“ก็ ..........คือ พ่อเลี้ยงสั่งให้พาไป ..เอ่อ...ไปจัดการ แล้วก็ไม่มีใครเห็นเค้าอีกเลยค่ะ”


พอสิ้นเสียงแม่นม นัทก็ล้มพับลงไปกองกับพื้นทันที แม่นมกรี๊ดเสียงดังลั่น ตะโกนบอกพวกข้างนอกให้ไปตามพ่อเลี้ยงมาโดยเร็ว

พ่อเลี้ยงรีบวิ่งขึ้นมาดูนัท แล้วโทรตามคุณหมอให้มาที่บ้านด่วน นี่เขาทำอะไรลงไปเนี่ย เขาคงจะไม่เสียลูกไปอีกคนใช่ไหม




“นัท .....นัท อย่าเป็นอะไรไปนะลูก นัท พ่อขอโทษ………”





.........................................................................................





ชายหนุ่มสองคนเดินสวนกันไปมาหน้าห้องฉุกเฉิน ดูท่าทางกระวนกระวายใจ พลางชะเง้อมองเข้าไปข้างในห้องอยู่เนืองๆ ถึงแม้จะรู้ว่ามองอะไรไม่เห็น แต่มันก็อดเป็นห่วงไม่ได้


“เฮ้ย......ไอ้ตี๋ แกว่ามันจะถึงตายป่าววะ” ชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงผิวคล้ำเอ่ยขึ้นกับชายอีกคนที่เดินสวนกันไปมา

“เฮ้ย!!! คงไม่ถึงกับตายหรอกมั้งพี่แมน แต่ก็น่าจะสาหัสอ่ะ” ชายหนุ่มร่างกำยำสันทัดอีกคนตอบเขา แต่ก็ยังไม่หยุดเดิน

“ดีนะที่พวกเราตามไปทัน ไม่งั้นไอ้ต้อลมันตายคาตรีนไอ้พวกลูกกระจ๊อกของพ่อเลี้ยงแน่ๆ เอาไปรุมกันในป่าอย่างเนี้ย ถ้าเป็นศพนะ เสือก็คงมาคาบกันไปกินไม่ให้เหลือซากอยู่แล้วล่ะ” นายแมนว่า

“เออ.....แต่พี่นี่ก็เก่งนะ ทำทีปลอมเป็นตำรวจ เข้าไปยิงขู่พวกมัน ดีนะที่มันกลัวเข้าซังเต วิ่งหนีกันกระเจิงแบบนั้น นี่ถ้ามันยิงสวนเรานะ พวกได้ตายเป็นผีเฝ้าป่าเป็นเพื่อนไ อ้ต้อลไปแล้ว” ตี๋พูดพลางทำท่าสยอง


แมนกับตี๋เป็นคนงานในบ้านพ่อเลี้ยง แมนมีหน้าที่เลี้ยงม้าของพ่อเลี้ยงที่มีอยู่ 5 ตัว ส่วนตี๋เป็นคนงานในไร่องุ่น ทั้งสองคนสนิทกับต้อลก็เพราะว่า พ่อเลี้ยงให้ต้อลมาพักอยู่ที่บ้านพักคนงานห้องเดียวกับเขาทั้งสอง ทำให้พวกเขาทั้งสามคนสนิทกัน ต้อลก็ช่วยแมนดูแลม้า พาออกไปวิ่งเล่นและกินหญ้าอยู่บ่อยๆ เขาทั้งสองคนรักและเอ็นดูต้อลเหมือนน้อง

เรื่องทั้งหมดของต้อลกับคุณหนูนัทอยู่ในสายตาของเขาหมด เขารู้ดีว่าทั้งคู่รู้สึกต่อกันอย่างไร เขาเองก็พยายามเตือนต้อลอยู่เสมอว่าให้ระวังเรื่องการพาคุณหนูหนีเที่ยว เพราะถ้าถูกจับได้ล่ะก็ โดนเละแน่ๆ แต่ต้อลก็ไม่เคยขัดใจคุณหนูนัทแสนผู้เอาแต่ใจได้ซักที

และเขาก็ไม่คิดว่าคราวนี้จะเป็นคราวซวยของจริงของไอ้ต้อล เมื่อคืนเขาได้ยินเสียงพ่อเลี้ยงเอะอะ จึงเอะใจไปแอบซุ่มดูเหตุการณ์ ก็เห็นว่าน้องเขาต้องโดนเชือดแน่ๆ เขากับตี๋เลยพากันตามพวกสมุนพวกนั้นไป พวกนั้นพาต้อลเข้าไปกระทืบในป่า กะว่าเอาให้ตายแล้วทิ้งศพไว้ให้เสือคาบไปกิน แต่ว่าเขากับตี๋ที่ตามมาทีหลังแกล้งยิงปืนขึ้นฟ้า ตะโกนบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พวกนั้นเลยแตกกระเจิง เขาทั้งสองจึงแบกร่างปวกเปียกนองเลือดที่สลบไสลมาส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที



“เป็นไงบ้างครับหมอ” แมนกับตี๋พูดเกือบจะพร้อมกันเมื่อเห็นคุณหมอเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน พร้อมทั้งถลาเข้าไปหาคุณหมอกันอย่างพร้อมเพรียง


“ตอนนี้ปลอดภัยแล้วนะครับ แต่ว่า....อาการคนไข้ก็ค่อนข้างสาหัสนะครับ ร่างกายบวมช้ำ กระดูกซี่โครงหัก กระดูกแขนหัก ศีรษะโดนกระแทก อาจจะยังไม่ฟื้นใน 2-3 วันนี้นะ หมอว่าคงต้องนอนที่โรงพยาบาลอีกเป็นอาทิตย์นะครับเพราะว่าได้รับบาดเจ็บเยอะ เขาไปโดนใครทำร้ายมาเหรอครับ แล้วนี่ไปแจ้งความกันรึยัง” คุณหมอถามหนุ่มสองคนที่กำลังมองหน้ากันเลิกลั่ก


“เอ่อ.... คือว่า เอ่อ...เราไม่รู้ตัวคนทำหรอกครับ” ตี๋บอกคุณหมอตะกุกตะกัก


“ถึงจะไม่รู้ตัวคนทำแต่ก็ต้องไปแจ้งไว้ก่อนนะครับ” คุณหมอมองหน้าทั้งสองคน รู้สึกว่ามีพิรุธกันแปลกๆ

“เอ่อ....ขอบคุณมากนะครับหมอ พวกเราต้องไปก่อนนะครับ จะรีบไปแจ้งความครับ แห่ะๆๆ” แมนรีบลากแขนตี๋ออกมาจากที่ตรงนั้น


“ขืนไปแจ้งความ เรื่องมันก็จะโยงมาถึงพวกเราน่ะสิ จะได้โดนพ่อเลี้ยงเชือดแน่ ไปแจ้งให้โง่เรอะ” แมนกระซิบเบาๆ กับตี๋


“เออ แล้วพี่จะทำยังไงกับมัน ถ้ามันออกจากโรงบาลแล้วน่ะ พี่จะให้มันไปอยู่ที่ไหน ดูสภาพมันตอนนี้ คงให้ไปอยู่ที่ไหนไกลๆ ไม่ได้หรอก” ตี๋ถามแมนขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงเพื่อน


“เออ............(ทำท่าคิด) เอางี้ ข้าจะเอามันไปไว้บ้านข้า เพราะน้องสาวข้ามันอยู่บ้านอยู่แล้วเดี๋ยวให้มันคอยดูแลให้ จนกว่ามันจะหายละกัน แล้วจากนั้นจะเอาไงค่อยว่ากันอีกที”

“น้องสาวพี่ .......น้องน้ำฝนสุดสวยนั่นน่ะเหรอ เหอๆๆๆๆ ให้ผมไปเฝ้าไอ้ต้อลมันด้วยได้อ๊ะป่าวพี่เขย โอ๊ย!!!” ตี๋ร้องขึ้นเมื่อโดนแมนเอาศอกกระทุ้งท้องแรงๆ ทีหนึ่ง


“ไม่ได้โว้ย!!!!!!!! คนอย่างเอ็งน่ะไม่ปลอดภัยสำหรับน้องสาวข้า กลับไปเฝ้าองุ่นน้อยกลอยใจของเอ็งที่ไร่เถอะไป๊!!!!” ตี๋ร้องฮือด้วยความเสียดาย



............................................................................................




ร่างบอบบางที่มีใบหน้าซีดเซียวนอนสลบไสลอยู่บนเตียงนอนของเขาเอง ปากเล็กๆ ที่เคยมีสีแดงสดนั้นตอนนี้ซีดเซียวราวกับไม่มีเลือดไปหล่อเลี้ยง ริมฝีปากแตกระแหงเพราะร่างกายขาดน้ำ ตาเรียวสวยปิดสนิทแต่ยังคงเห็นถึงความบวมช้ำ แก้มที่เคยใสตอนนี้เลอะไปด้วยรอยคราบน้ำตา ตอนนี้ข้างๆเตียงเขามีคนมากมายรายล้อมเขาอยู่ ทั้งคุณหมอ พยาบาล คนรับใช้ แม่นม รวมไปถึงพ่อเลี้ยง ผู้ที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องมานอนสลบอยู่บนเตียงอย่างนี้ หลังจากที่คุณหมอตรวจเสร็จ พ่อเลี้ยงก็หันมาถามอาการลูกชายทันที



“แกเป็นอะไรครับหมอ” ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจแต่ก็ยังต้องการคำตอบที่แน่นอนจากคุณหมอ


“คนไข้มีอาการช็อคน่ะครับ แถมร่างกายยังขาดน้ำด้วย เดี๋ยวหมอจะให้น้ำเกลือนะครับ คิดว่าคนไข้น่าจะมีอาการเครียดจนทำให้เกิดช็อคได้ หมอว่า ยังไงตอนนี้อย่าให้มีเรื่องอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจเค้าเลยนะครับ เพราะว่าถ้าคราวหน้าเกิดช็อคขึ้นมาอีก อาการอาจจะหนักกว่านี้” คุณหมออธิบายอาการของนัททำให้พ่อเลี้ยงที่ฟังอยู่ถึงกับซีดทันที เค้าจะไม่ยอมให้เกิดอะไรขึ้นกับลูกอีกเป็นอันขาด


หลังจากที่คุณหมอกลับไป พ่อเลี้ยงก็กลับมานั่งเฝ้านัทที่เตียงอีกครั้ง เสียงถอนหายใจครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ดังออกมาเรื่อยๆ นี่เขาทำอะไรลงไป เขาทำร้ายลูกของเขาเองได้อย่างไร พ่อเลี้ยงมองหน้าลูกชายคนนี้อย่างพินิจพิจารณา ใบหน้าขาวๆ เรียวเล็ก ดวงตารีๆ ปากแดงๆ แบบนี้ นี่มันถอดแบบมาจากแม่ไม่มีผิด พิม....คุณจะรู้ไหมนะ ว่าลูกชายคนเล็กของคุณ โตขึ้นมาแล้ว มันเหมือนคุณมากเลย

ทำไมคุณไม่อยู่ตรงนี้กับผม.........



“คุณแม่.....คุณแม่ครับ รอนัทด้วย” เสียงแหบพร่าของนัทดังขึ้นมา พ่อเลี้ยงตื่นจากภวังค์ทันที



“พี่นนท์ จะไปไหน รอด้วย” นัทยังคงเพ้อ ตายังคงปิดสนิทอยู่



“นัท นัท ตื่นสิลูก” พ่อเลี้ยงเขย่าตัวนัทเบาๆ ใจคอเริ่มไม่ดี



“ต้อล.....ต้อลอยู่ไหน นัทจะไปหาต้อล ........ต้อล ช่วยนัทด้วย” น้ำตาอุ่นไหลรินออกจากดวงตาที่ปิดสนิทนั้น พ่อเลี้ยงหันไปตะโกนเรียกไ อ้พวกลูกสมุนที่อยู่นอกห้องให้เข้ามาหาเขาทันที







“มันยังไม่ตายใช่ไม๊ ................ไปเอาตัวมันกลับมา”